การศึกษาพิเศษ เรียนรวม
บทที่ 1
เด็กที่มีความต้องการพิเศษ
ความหมายของเด็กที่มีความต้องการพิเศษ
เด็กที่มีความต้องการพิเศษ (Children with
Special Needs) หมายถึง เด็กที่ไม่อาจพัฒนาความสามารถได้เท่าที่ควรจากการเรียนการสอนตามปกติ
ทั้งนี้เนื่องจากสภาพความบกพร่องหรือความแตกต่างทางร่างกาย
สติปัญญาและอารมณ์ และรวมถึงเด็กที่มีความสามารถพิเศษอีกด้วย (ผดุง อารยะวิญญู 2541
: 20)
เด็กที่มีความต้องการพิเศษ
หมายถึง เด็กที่มีสภาพร่างกายและสติปัญญาแตกต่างไปจากเด็กปกติ ซึ่งอาจรวมถึงเด็กปัญญาเลิศ
เด็กบกพร่องทางสติปัญญา เด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ เด็กที่มีปัญหาทางพฤติกรรมและอารมณ์ เด็กที่มีความบกพร่องทางการมองเห็น
เด็กที่มีความต้องการทางการศึกษาแตกต่างไปจากเด็กปกติ การให้การศึกษาสำหรับเด็กเหล่านี้
จึงมีลักษณะแตกต่างไปจากลักษณะปกติทั่วไปในด้านเนื้อหา วิธีการและการประเมินผล
(วาระดี ชาญวิรัตน์ 2547 :
53)
เด็กที่มีความต้องการพิเศษ หมายถึง
เด็กที่มีความต้องการศึกษาเฉพาะของตัวเอง
ซึ่งจำเป็นต้องจัดการศึกษาให้แตกต่างไปจากเด็กปกติทางด้านเนื้อหา หลักสูตร
กระบวนการที่ใช้และการประเมินผล (สุรินทร์ ยอดคำแปง 2545
: 53)
เด็กที่มีความต้องการพิเศษ หมายถึง
เด็กที่ไม่สามารถได้รับประโยชน์จากหลักสูตรการศึกษาในโรงเรียนปกติด้วยเหตุผลบางประการหรือหลายประการ
จะต้องมีการจัดหรือปรับหลักสูตรให้สนองต่อความต้องการพิเศษเพื่อให้เด็กเหล่านี้ได้รับโอกาส และประสบการณ์ที่ทำให้เกิดการเรียนรู้และพัฒนา
(Ashman and Elkins 1994 : 2,อ้างถึงใน พัชรี จิ๋วพัฒนกุล 2542
: 7)
เด็กที่มีความต้องการพิเศษ หมายถึง
เด็กที่ต้องการการจัดการศึกษาที่ต่างไปจากเด็กปกติและเด็กเหล่านี้ไม่สามารถศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพหากปราศจากโปรแกรมการศึกษาพิเศษ ความสะดวกและการบริการต่าง ๆ สื่อและอุปกรณ์พิเศษ (Gearheart 1972 : 2,อ้างถึงในพัชรี
จิ๋วพัฒนกุล 2542 : 7)
จากความหมายที่กล่าวมานี้
สามารถสรุปได้ว่า เด็กที่มีความต้องการพิเศษได้ว่า
เด็กที่มีความต้องการพิเศษ หมายถึง เด็กที่ไม่สามารถเรียนรู้ได้เหมือนเด็กปกติ ทั้งนี้มีสาเหตุมาจากสภาพความบกพร่องทางร่างกาย
สติปัญญา อารมณ์ สังคม จำเป็นต้องได้รับการกระตุ้นช่วยเหลือบำบัด
ฟื้นฟูและให้การเรียนการสอนที่เหมาะสมกับลักษณะและความต้องการของเด็ก
ประเภทของเด็กที่มีความต้องการพิเศษ
ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ ณ วันที่
6 พฤษภาคม พ.ศ.2552
เรื่องกำหนดประเภทและหลักเกณฑ์ของคนพิการทางการศึกษา พ.ศ. 2552
อาศัยอำนาจตามในมาตรา 3 และมาตรา
4 แห่งพระราชบัญญัติการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ
พ.ศ.2551 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
จึงออกประกาศกำหนดประเภท และหลักเกณฑ์ของคนพิการทางการศึกษา ดังนี้
1.
เด็กที่มีความบกพร่องทางการเห็น หมายถึงบุคคลที่สูญเสียการเห็นตั้งแต่ระดับ
เล็กน้อยจนถึงตาบอดสนิท ซึ่งแบ่งเป็น 2 ประเภท ดังนี้
1.1 คนตาบอด
หมายถึง
บุคคลที่สูญเสียการเห็นมาก
จนต้องใช้สื่อสัมผัสและ
สื่อเสียง หากตรวจวัดความชัดของสายตาข้างดี เมื่อแก้ไขแล้วอยู่ในระดับ 6
ส่วน 60(6/60) หรือ
20 ส่วน 200(20/200) จนถึงไม่สามารถรับรู้เรื่องแสง
1.2 คนเห็นเลือนราง หมายถึง
บุคคลที่สูญเสียการเห็น
แต่ยังสามารถอ่านอักษรตัวพิมพ์ขยายใหญ่
ด้วยอุปกรณ์เครื่องช่วยความพิการ
หรือเทคโนโลยี
สิ่งอำนวยความสะดวก
หากวัดความชัดเจนของสายตาข้างดี
เมื่อแก้ไขแล้วอยู่ในระดับ 6 ส่วน
18(6/18) หรือ 20
ส่วน 70 (20/70)
2. เด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน หมายถึง เด็กที่สูญเสียการได้ยินตั้งแต่
ระดับหูตึงน้อยจนถึงหูหนวก ซึ่งแบ่งเป็น 2
ประเภท ดังนี้
2.1
คนหูหนวก หมายถึง บุคคลที่สูญเสียการได้ยินมาก จนไม่สามารถเข้าใจการพูดผ่านทางการได้ยิน ไม่ว่าจะใส่หรือไม่ใส่เครื่องช่วยฟัง
ซึ่งโดยทั่วไปหากตรวจการได้ยินจะมีการสูญเสียการได้ยิน 90
เดซิเบลขึ้นไป
2.2
คนหูตึง หมายถึง บุคคลที่มีการได้ยินเหลืออยู่เพียงพอที่จะได้ยินการพูดผ่านทางการได้ยินโดยทั่วไปจะใส่เครื่องช่วยฟัง
ซึ่งหากตรวจการได้ยินจะมีการสูญเสียการได้ยินน้อยกว่า 90 เดซิเบล ลงมาถึง
26 เดซิเบล
3.
เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา หมายถึง
คนที่มีพัฒนาการช้ากว่าคนปกติทั่วไป เมื่อวัดสติปัญญาโดยใช้แบบทดสอบมาตรฐานแล้ว
มีสติปัญญาต่ำกว่าบุคคลปกติ และมีข้อจำกัดในทักษะด้านการปรับตัวอย่างน้อย 2
ทักษะใน 10 ทักษะ ดังนี้
1.
การสื่อความหมาย
2.
การดูแลตนเอง
3.
การดำรงชีวิตในบ้าน
4.
ทักษะทางสังคม
5.
การใช้สาธารณะสมบัติ
6.
การควบคุมตนเอง
7.
สุขอนามัยและความปลอดภัย
8.
การเรียนวิชาการเพื่อการดำรงชีวิตประจำวัน
9.
การใช้เวลาว่าง
10.
การทำงาน
ทั้งนี้ภาวะความบกพร่องทางสติปัญญาต้องเกิดขึ้นก่อนอายุ 18
ปี ซึ่งสามารถจัดระดับ
ความบกพร่องทางสติปัญญาได้เป็น 4
ระดับ ดังนี้
ระดับที่ 1
ขั้นเล็กน้อย (mild) IQ
50 - 60
ระดับที่ 2 ขั้นปานกลาง (moderate) IQ
35 - 49
ระดับที่ 3
ขั้นรุนแรง (severe) IQ
2034
ระดับที่ 4
ขั้นรุนแรงมาก (profound)
IQ น้อยกว่า 20
4. เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายและสุขภาพ ซึ่งแบ่งออกเป็น 2
ประเภท ดังนี้
4.1 บุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกาย
ได้แก่ บุคคลที่มีความผิดปกติของ แขน ขา
หรือลำตัว หรือเด็กที่มีอวัยวะไม่สมส่วน อวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งหรือหลายส่วนขาดหายไป
กระดูกและกล้ามเนื้อพิการ เจ็บป่วยเรื้อรังรุนแรง มีความพิการของระบบประสาท มีความยากลำบากในการเคลื่อนไหว
ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการศึกษาในสภาพปกติ ทั้งนี้ไม่รวมคนที่มีความบกพร่องทางประสาทสัมผัส
ได้แก่ ตาบอด หูหนวก
4.2 บุคคลที่มีความบกพร่องทางสุขภาพ ได้แก่
บุคคลที่มีความเจ็บป่วยเรื้อรัง
หรือมีโรคประจำตัว ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง
และเป็นอุปสรรคต่อการศึกษา
ซึ่งมีผลทำให้เกิดความจำเป็นต้องได้รับการศึกษาพิเศษ
5. เด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ (L.D.) หมายถึง
เด็กที่มีความบกพร่องอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างในกระบวนการพื้นฐานทางจิตวิทยาที่เกี่ยวกับความเข้าใจหรือการใช้ภาษา
อาจเป็นภาษาพูดหรือภาษาเขียน ซึ่งอาจมีผลทำให้มีปัญหาในการฟัง
การพูด การคิด การอ่าน
การเขียน
รวมถึงการสะกดคำต่างๆ นอกจากนี้ยังรวมถึง เด็กที่มีสภาพความบกพร่องในการรับรู้ สมองได้รับการบาดเจ็บ การปฏิบัติงานของสมองสูญเสียไป
ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาในการอ่านและปัญหาในการเข้าใจ ภาษาหรือการใช้ภาษา
อันเนื่องจากสมองถูกทำลาย แต่ไม่รวมเด็กที่มีปัญหาทางการเรียนเนื่องจากความบกพร่องทางการเห็น
การได้ยิน การเคลื่อนไหว เด็กปัญญาอ่อน เด็กที่มีปัญหาทางอารมณ์
หรือเด็กที่ด้อยโอกาสเนื่องจากสิ่งแวดล้อม
วัฒนธรรมหรือเศรษฐกิจ
6. เด็กที่มีความบกพร่องทางภาษาและการพูด หมายถึง
คนที่มีความบกพร่องในเรื่องของการออกเสียงพูด เช่น เสียงผิดปกติ อัตราความเร็วและจังหวะการพูดผิดปกติ
หรือคนที่มีความบกพร่องในเรื่องการเข้าใจและการใช้ภาษาพูด เขียน และระบบสัญลักษณ์อื่นที่ใช้ในการติดต่อสื่อสาร ซึ่งอาจเกี่ยวกับรูปแบบของภาษา เนื้อหาของภาษาและหน้าที่ของภาษา
7. เด็กที่มีปัญหาทางพฤติกรรมหรืออารมณ์ หมายถึง เด็กที่มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนไปจากปกติเป็นอย่างมาก
และปัญหาทางพฤติกรรมนั้นเป็นไปอย่างต่อเนื่อง และไม่เป็นที่ยอมรับทางสังคม
8.
เด็กออทิสติก หมายถึง เด็กที่มีความผิดปกติทางพัฒนาการด้านสังคม ภาษาและ
สื่อความหมาย พฤติกรรมอารมณ์ และจินต
นาการ
ซึ่งมีสาเหตุเนื่องมาจากการทำงานในหน้าที่ของบางส่วนของสมองผิดปกติไป และความผิดปกตินี้จะพบได้ก่อนวัย
30
เดือน
9.
เด็กพิการซ้อน หมายถึง
เด็กที่มีความบกพร่องของการทำงานของอวัยวะตั้งแต่สองอย่างขึ้นไปในบุคคลเดียวกัน
ซึ่งยังผลให้ประสิทธิภาพและความสามารถในการดำเนินชีวิต การศึกษาด้อยกว่าเด็กอื่นในวัยเดียวกัน เช่น เด็กที่มีความบกพร่องของการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อของร่างกาย
แขน ขาและมีความบกพร่องทางการมองเห็นรวมถึง มีความบกพร่องของสติปัญญาด้วย
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น